โภชนาการสำหรับนักกีฬา-หลักสำคัญของอาหาร ตอนที่ 2/8

อาหารและโภชนาการ
การที่นักกีฬาจะได้มาซึ่งความสำเร็จในการแข่งขันกีฬานั้นจะต้องประกอบด้วย การฝึกซ้อมมาอย่างดี ในระยะเวลานานเพียงพอที่จะทำให้เกิดความชำนาญ และเกิดสมรรถภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย

รวมถึงการบริโภคอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ และเพียงพอกับความต้องการของนักกีฬาในแต่ละประเภทแต่คนส่วนมามักจะให้ความสนใจเฉพาะคำว่า “อาหาร” เท่านั้น แต่ไม่ให้ความสนใจกับคำว่า “โภชนาการ”
“อาหาร” หมายความถึง สิ่งที่กินเข้าไปสามารถทำให้รู้สึกอิ่มซึ่งอาจจะให้ประโยชน์หรือโทษแก่ร่างกายก็ได้
“โภชนาการ” หมายความถึง อาหารที่กินเข้าไปแล้วร่างกายสามารถนำไปเผาผลาญ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตซ่อมแซมส่วนที่สึกหรือ ทำให้ร่างกายแข็งแรงและสร้างภูมิต้านทานโรคได้
ดังนั้น อาหารและโภชนาการจึงเป็นของคู่กันจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะการกินอาหารนั้นไม่เพียงแต่กินให้อิ่มเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องคำนึงถึงด้วยว่า อาหารที่กินเข้าไปแล้วนั้นจะให้ประโยชน์หรือที่มีประโยชน์ อะไรที่ทำให้เกิดโทษก็พยายามหลีกเลี่ยง และควบคุมตนเองให้กินน้อยลง เพื่อการมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวง นักกีฬาทุกคนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าอาหารอะไรที่ควรกิน และควรกินอะไรมากน้อยเพียงใดในชีวิตประจำวันของแต่ละคน

หลักสำคัญของอาหารนักกีฬา
อาหารสำหรับนักกีฬาเป็นอาหารที่ไม่แตกต่างไปจากคนปกติทั่วไป และมีหลักพิจารณาง่าย ๆ 2 ประการ คือ
• เป็นอาหารที่ให้สารอาหารสำคัญ จำเป็นและเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายเกิดความแข็งแรง
• เป็นอาหารที่ให้พลังงานเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย
เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น และสามารถกำหนดพลังงานและปริมาณสารอาหารแต่ละชนิดที่สำคัญและจำเป็นสำหรับนักกีฬา ดังนี้
พลังงาน ความต้องการพลังงานของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามเพศ วัย อายุ น้ำหนักตัว และกิจกรรมที่ปฏิบัติ สำหรับนักกีฬานั้น ชนิดของกีฬาและระยะเวลาในการเล่นกีฬานั้น ๆ มีส่วนสัมพันธ์กับพลังงานที่ร่างกายต้องการ ความต้องการพลังงานพื้นฐานของคนทั่วไป (Basal Metabolism Rate : BMR) ประมาณ 20-30 กิโลแคลอรี/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน และความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้นตามลักษณะความหนัก-เบาของกิจกรรมที่กระทำในแต่ละวัน ซึ่งมีการกำหนดเป็นค่าคงที่สำหรับความหนัก-เบาของกิจกรรมนั้น (BMR factor) ถ้าเป็นคนที่ทำงานหนักอยู่กลางแดดตลอดเวลา เช่น นักกีฬาที่มีการฝึกซ้อมหนัก BMR factor จะเป็น 2.1 เท่าของความต้องการพลังงานพื้นฐาน เช่น นักกีฬาชายน้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม และอยู่ในระหว่างการฝึกซ้อมหนัก คำนวณหาความต้องการพลังงานต่อวันได้ง่าย ๆ ดังนี้
ความต้องการพลังงานของนักกีฬา = BMR x น้ำหนักตัว x BMR factor
= 25 x 60 x 2.1
= 3,150 กิโลแคลอรี
เพราะฉะนั้นในระหว่างการฝึกซ้อมหรือเก็บตัว นักกีฬาคนนี้จะต้องได้รับอาหารที่ให้พลังงานวันละ 3,150 กิโลแคลอรี จึงจะเพียงพอสำหรับร่างกายที่จะทำให้แข็งแรง มีพละกำลังมากพอในการเล่นกีฬา ไม่เกิดการอ่อนเพลีย หรือหมดแรงระหว่างการแข่งขัน
เมื่อหมดฤดูการแข่งขัน หรือการฝึกซ้อมลดลง การใช้พลังงานของร่างกายในการฝึกซ้อมลดลง ดังนั้น พลังงานที่ได้รับจากอาหารในแต่ละวันจำเป็นต้องลดลงด้วย ถ้าหากไม่มีการลดพลังงานลง รับประทานอาหารในปริมาณเท่าเดิม พลังงานส่วนเกินที่ร่างกายได้รับจะเกิดการสะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ในระยะหนึ่งปัญหาที่จะตามมาก็คือ นักกีฬาผู้นั้นจะมีน้ำหนักตัวมากขึ้น และอ้วนในที่สุด ซึ่งเป็นปัญหาที่นักกีฬาหลายคนต้องประสบ เพราะไม่เข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคอาหารที่ถูกต้องนั่นเอง

เครดิตโดย :สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก :อินเตอร์เน็ต
รูปภาพจาก :อินเตอร์เน็ต
Videoจาก :youtube