ต้นกำเนิดกีฬาโอลิมปิก

ต้นกำเนิดของกีฬาโอลิมปิก

การแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์ชาติ ที่คนเป็นพันล้านคนทั่วโลก จับจ้อง มองอยู่หน้าจอทีวี ต้องลุ้นกันจน อกสั่นขวัญหาย เขาเริ่มมาแต่ใดหนอ วันนี้มาจะมาสาธยายให้ฟัง รู้แล้วก็อ่านอีกได้น่ะ เชิญปูเสื่อปูสาด นั่งอ่านกันได้แล้ว ณ.บัดนาว!!!

ย้อนกลับไปก่อนช่วง 1000 ปี ก่อนคริสตกาล ในประเทศกรีซ เป็นประเทศที่อยู่ในยุโรปตะวันออก

กรีซนั้นถือเป็นประเทศศูนย์กลางของความรุ่งเรืองของนครกรีกโบราณ  ตามบันทึกประวัติศาสตร์ของนักสำรวจพบว่าอารยธรรมกรีกโบราณนั้นมีความชื่อในศาสนาและเทพเจ้า ชาวกรีก มีความสังสัย ใคร่รู้ในสิ่งต่าง ทั้งธรรมชาติและอภิปรัชญาต่างๆ ทำให้กรีซนั้นมีอารายธรรมสูงในโลกขณะนั้น จากบันทึกกวี Homer ได้บอกว่าพีธีกรรมทางศาสนา จะให้เด็กหนุ่มวิ่งไปจุดเทียบบูชาเทพเจ้าที่วิหารที่อยู่ไกลออกไป พวกเขาจะวิ่งแข่งกันเพื่อที่จะเป็นคนแรกที่จะได้จุดเทียบบูชา เพราะเชื่อว่าเทพเจ้าจะอวยพรและมอบพลังให้แกเขา แม้กระทั้งพิธีศพก็ตามก็จะแข่งกันวิ่งกัน เรียกว่า ประเพณีกีฬาในงานศพ ในเช่วงวลาต่อมาในช่วงว่างเว้นจากศึกสงคราม นักรบกรีกได้พัฒนาเอามาเป็น วิธีการฝึกเพื่อให้ประชาชนหรือทหารมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อเตรียมพร้อมในการทำศึกสงคราวเมื่อคราวจำเป็น การฝึกจะประกอบไปด้วย กรีฑา, ยิมนาสติก,มวยปล้ำ สิ่งเหล่าถือว่าเป็นพื้นฐานการฝึกทหารเลยที่เดียว อีกทั้งยังจัดให้มีการแข่งขันเพื่อ ชัยชนะ

Olympic03

ผู้ชนะจะถือว่าได้รับการยกย่องและได้รับเกียรติเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าชนะได้เพราะเทพเจ้า อวยพรเขาเป็นผู้มีความแข่งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจแต่ก่อนโดยนักกีฬาจะต้องเปลือยกายเข้าแข่งขัน เพื่อประกวดความสมส่วนของร่างกาย และยังมีการต่อสู้บางประเภท เช่น กีฬาจำพวกมวยปล้ำ เพื่อพิสูจน์ความแข็งแรง ผู้ชมมีแต่เพียงผู้ชาย ห้ามผู้หญิงเข้าชม ดังนั้นผู้ชมจะต้องปีนขึ้นไปบน   บนยอดเขา “โอลิมปัส” ในประเทศกรีซ   ครั้นต่อมามีผู้นิยมมากขึ้น สถานที่บนยอดเขาจึงคับแคบเกินไป ไม่เพียงพอที่จุทั้งผู้เล่นและผู้ชมได้ทั้งหมด

Olympic02

ผู้เชียวชาญหลายคนเชื่อว่า การจัดการแข่งขันโอลิมปิกครั้งแรกนั้นมีขึ้นเมื่อ 776 ปีก่อนคริสตกาล

เพราะพบว่ามีบันทึกรายชื่อผู้ชนะคนแรกขึ้นมาเกิดขึ้น 776 ปีก่อนคริสตกาล นี้เอง

ชาวกรีกได้ย้ายที่แข่งขันลงมาที่เชิงเขาโอลิมปัส และได้ปรับปรุงการแข่งขันเสียใหม่ให้ดีขึ้น โดยให้ผู้เข้าแข่งขันสวมกางเกง พิธีการแข่งขันจัดอย่างเป็นระเบียบเป็นทางการ มีจักรพรรดิมาเป็นองค์ประธาน อนุญาตให้สตรีเข้าชมการแข่งขันได้ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าแข่งขัน ประเภทกรีฑาที่แข่งขันที่ถือเป็นทางการในครั้งแรกนี้ มี 5 ประเภท คือ วิ่ง, กระโดด, มวยปล้ำ, พุ่งแหลน และขว้างจักร ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่ง ๆ จะต้องเล่นทั้ง 5 ประเภท

ancient-olympics

การแข่งขันได้จัดขึ้น ณ เชิงเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส ที่เดิมเป็นประจำทุก ๆ สี่ปี และถือปฏิบัติติดต่อกันมาโดยไม่เว้น เมื่อถึงกำหนดการแข่งขัน ทุกรัฐจะต้องให้เกียรติ หากว่าขณะนั้นกำลังทำสงครามกันอยู่ จะต้องหยุดพักรบ และมาดูนักกีฬาของตนแข่งขัน หลังจากเสร็จจากการแข่งขันแล้ว จึงค่อยกลับไปทำสงครามกันใหม่ ประเภทของการแข่งขันได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างในระยะต่อ ๆ มา โดยมีการพิจารณาและลดประเภทของกรีฑาเรื่อยมา อย่างไรก็ดีในระยะแรก ๆ นี้กรีฑา 5 ประเภทดังกล่าวที่จัดแข่งขันกันในครั้งแรกก็ยังได้รับเกียรติให้คงไว้ ซึ่งเรียกกันว่า เพ็นตาธรอน หรือ ปัญจกรีฑา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงกำเนิดของกรีฑา ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการแข่งขันกันอยู่ แต่ประเภทของปัญจกรีฑาได้เปลี่ยนไปตามเวลา
Ancient-Olympics.jpg2_
  การแข่งขันได้ดำเนินติดต่อกันมานับเป็นเวลาถึง 1,200 ปี จนมาในปี พ.ศ. 936 (ค.ศ. 393) จักรพรรดิธีโอดอซิดุชแห่งโรมันได้ทรงประกาศให้ยกเลิกการแข่งขันนั้นเสีย เพราะเกิดมีการว่าจ้างกันเข้ามาเล่นเพื่อหวังรางวัล และผู้เล่นปรารถนาสินจ้างมากกว่าการเล่นเพื่อสุขภาพของตน รวมทั้งมีการพนันขันต่อ อันเป็นทางวิบัติซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิม คือ ผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายต่างก็อยากได้ช่อลอเรลซึ่งเป็นรางวัลของผู้ชนะ ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงสั่งให้ล้มเลิกการแข่งขันนี้เสีย

ตลอดระยะเวลาที่มีการแข่งขันนั้น ได้จัดขึ้น ณ บริเวณที่แห่งเดียว คือ เชิงเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส จึงเรียกการแข่งขันตามชื่อของสถานที่ว่า ‘’การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก’’   ดังนั้นจะเห็นว่าเป็นชื่อเรียกของสถานที่จัดแข่งขันนั้นเอง

ความเป็นมาของกีฬาโอลิมปิกที่แข่งขันกันในปัจจุบันหลังยุคกีฬาโอลิมปิกโบราณ

หลังจากโอลิมปิกโบราณได้ล้มเลิกไปเป็นเวลาถึง 15 ศตวรรษ โอลิมปิกยุคใหม่ก็เกิดขึ้น โดยมีนักกีฬาคนสำคัญของฝรั่งเศสชื่อ บารอน ปิแอร์ เดอ ดูเบอร์แตง เป็นขุนนางผู้นี้เกิOlympic04ดในกรุงปารีส เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2406 (ค.ศ. 1863) สนใจประวัติศาสตร์ ปัญหาการเมืองและสังคม ในปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) เมื่ออายุได้ 26 ปี ได้เกิดความคิดที่จะฟื้นฟูการแข่งขันโอลิมปิก ซึ่งได้ล้มเลิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 936 (ค.ศ.393) โดยติดต่อกับบุคคลสำคัญของประเทศอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส เป็นเวลาถึง 4 ปี ในที่สุดได้เปิดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการขึ้น ที่เมืองซอร์บอนน์ ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) และประกาศ ณ ที่นั้นว่า การแข่งขันโอลิมปิกซึ่งได้หยุดมานานหลายร้อยปี จะได้กลับมา
จัดการแข่งขันกนอีกครั้ง

คณะกรรมการผู้ริเริ่ม ได้ลงมติว่า ให้ทำการเปิดการแข่งขันโอลิมปิกปัจจุบันขึ้น โดยกำหนด 4 ปีต่อ 1 ครั้ง โดยให้ประเทศสมาชิกหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ แต่การเปิดแข่งขันครั้งแรกให้เริ่ม ณ กรุงเอเธนส์ ใน พ.ศ. 2439 (ค.ศ. 1896) เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการกำเนิดกีฬาโอลิมปิกเมื่อครั้งโบราณ จากนั้นเป็นต้นมา การแข่งขันและวิธีเล่นกรีฑาก็พัฒนาไปอย่างกว้างขวาง และการแข่งขันทุก ๆ ครั้ง ให้ถือเอากรีฑาเป็นกีฬาหลัก ซึ่งจะขาดเสียมิได้ในการแข่งขันแต่ละครั้ง
ในปัจจุบันประเทศทั่วโลกเป็นสมาชิกของโอลิมปิก 204 ประเทศ แต่บางประเทศไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันเพราะเป็นประเทศเล็กขาดความพร้อมในเรื่องตัวนักกีฬาท่ายนบารอน ปิแอร์เดอ ดูเบอร์แตงไม่ให้นิยามการเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกว่า ผู้เข้าร่วมการแข่งขันไม่เลือกผิวพรรณ ศาสนา ลัทธิการปกครองแต่อย่างใดความหมายการแข่งขันเพื่อให้นักกีฬาชาติต่างๆ ได้มาร่วมชุมนุมกัน ตัวนักกีฬาเปรียบเสมือนทูตสันถไมตรีส่งมาเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ร่วมเล่นสนุกสนานด้วยความเห็นอกเห็นใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดทั้งสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน อันนำมาซึ่งความสามัคคีและเพื่อสันติภาพของโลก การแพ้หรือชนะไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำตัญที่สุดคือ “การเข้าร่วม”
Olympic05
ธงโอลิมปิกมีผืนธงเป็นสีขาว ขนาดมาตรฐานยาว 3 เมตร กว้าง 2 เมตร ส่วนเครื่องหมายห้าห่วงคล้องกันอยู่บนกลางธง ขนาด 2 เมตร คูณ 0.60 เมตร มีสีฟ้า สีเหลือง สีดำ สีเขียว สีแดง ตามลำดับจากซ้ายไปขวา คล้องไขว้กันอยู่ตรงกลางสองแถว แถวบน 3 ห่วงแถวล่าง 2 ห่วง ห่วงสีที่คล้องกันอยู่ตรงกลางธงบนพื้นธงสีขาว รวมเป็น 6 สี โดยแท้จริงแล้ว ห้าห่วงหมายถึง ห้าส่วนของโลกที่อยู่ในโอบอ้อมของ “โอลิมปิกนิยม” มิเจาะจงเป็นห้าทวีปในโลก อย่างที่เข้าใจกัน แต่บังเอิญห้าทวีปนี้ก็เป็นห้าส่วนของโลกก็เลยอนุโลมกันไปเช่นนั้น ส่วนสีที่ห่วง 5 สี มิได้หมายถึงสีประจำทวีป ซึ่งสีทั้งหมด 6 สี รวมทั้งสีขาวที่เป็นพื้นธง หมายความว่าธงชาติของประเทศต่าง ๆ ในโลกประกอบด้วยสีใดสีหนึ่งหรือกว่านั้นในจำนวนหกสีนั้น และไม่มีธงชาติของประเทศใดที่มีสีนอกเหนือไปนอกจากหกสีนี้นั้นเอง

เรียบเรียงโดย :admin
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก :อินเตอร์เน็ต
รูปภาพจาก :อินเตอร์เน็ต
Videoจาก :youtube